10 วิธีรักษา แผลเป็น แผลคีลอยด์ ให้หายและสาเหตุการเกิด

แผลเป็น และ คีลอยด์

สร้างความปวดใจให้กับคนที่เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งแต่เป็นนั้นก็มีผลมาจากการเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์หรืออุบัติเหตุทั่วไปก็สามารถที่จะทำให้เกิดแผลได้ และไม่เพียงเท่านั้นสาเหตุของการเกิดแบบนั้นอาจจะมาจากการผ่าตัดหรือการรักษาโรคต่างๆซึ่งลักษณะของแผลนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมาดูวิธีการรักษาแผลเป็นและแผลคีลอยให้หายกันครับ

รอยแผล
รอยแผล

แผลเป็นเกิดขึ้นได้อย่างไร

เวลาเกิดอุบัติเหตุอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังของเรานั้นเสียหาย และเกิดเป็นแผลสดขึ้นมา ร่างกายของเราจะมีกระบวนการรักษาแผลสดนี้โดยวิธีธรรมชาติโดยการสร้างเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยเนื้อเยื่อชนิดนี้นั้นจะมาจากคอลลาเจน และทำให้แผลสดของเราค่อยๆหายในที่สุด

 

หลังจากที่แผลสดของเราหาย สิ่งที่ตามมาก็คือแผลเป็น ถ้าพูดตามหลักแล้วแปลเป็นที่เหลือไว้นั้นก็จะมาจากเนื้อเยื่อที่ร่างกายของเราได้สร้างขึ้นมาเพื่อสมานแผลนั่นเอง ถ้ามีแผลที่มีขนาดใหญ่ก็ก็จะมีการสร้างเนื้อเยื่อที่เยอะขึ้นทำให้เกิดเป็นแผลเป็นใหญ่ขึ้น

 

เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นเหล่านี้ก็จะค่อยๆยุบและลดลงได้เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือแปลเป็นจะไม่ได้หายไปเลยเพียงแค่จางลงได้เท่านั้นก็จะยังเหลือร่องรอยไว้อยู่ ส่วนบริเวณที่มีโอกาสเป็นแผลเป็นมากที่สุดคือ ใบหน้า หน้าอก แขน หัวเข่า  ไหล่

 

ประเภทของแผลเป็น

รูป - แผลเป็น
รูป – แผลเป็น

แผลเป็นนั้นสามารถที่จะแบ่งเป็นประเภทต่างๆได้โดยลักษณะการแบ่งนั้นจะมีความแตกต่างกันดังนี้คือ

  1. แผลเป็นแบบนูนทั่วไป ลักษณะของแผลเป็นแบบนูนทั่วไปคือการหนอนขึ้นจากผิวหนังของเรา อาจจะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลแล้วแต่ผิวของเรา และการเกิดขึ้นครั้งแรกนั้นอาจจะมีอาการคันร่วมด้วยและแผลนูนนั้นสามารถที่จะแบ่งออกเป็น
  • แผลนูนแบบปกติไม่ขยายขอบเขต (hypertrophic scar)  ลักษณะของแผลนูนแบบนี้นั้นถ้าเราเป็นแผลสดที่ไหนลักษณะของแผลนูนจะไม่เกินขอบเขตที่เราเป็นแผลสดซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดและสุดของเรานั้นเอง
  • แผลเป็นแบบคีลอยด์ เป็นลักษณะนูนขึ้นจากแผลเดิมของเราโดยมีการขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆมากกว่าแผลสดที่เราเป็น ซึ่งถ้าหากเราไม่รักษาอย่างนั้นอาจจะมีการขยายตัวของแผลคีลอยออกไปเรื่อยๆ
  1. แผลเป็นแบบยุบลงไป ลักษณะของแผลเป็นชนิดนี้จะยุบลงไปใต้ผิวหนังของเราเราจะสังเกตเห็นง่ายๆคือจะเป็นบุ๋มลงไปในผิวหนังของเราเกิดจากเนื้อเยื่อของเราโดนทำลายลงไปจนถึงผิวหนังชั้นใน
  2. แผลเป็นแบบหด ลักษณะของแผลเป็นแบบหมดนั้นจะมีการหดตัวเข้าใกล้ๆเราเย็บแผลเข้าด้วยกันโดยดึงบริเวณด้านข้างๆของแผลเข้ามาทำให้ผิวหนังได้ง่ายๆนั้นเกิดอาการตึง สำหรับแผลเป็นชนิดนี้สาเหตุจะมาจากไฟไหม้เป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ผิวหนังเกิดอาการตึง

 

วิธีรักษาแผลเป็นและแผลคีลอยให้หาย

  1. ใช้ครีมลดรอยแผลเป็น วิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการรักษาแผลเป็นให้หายโดยการ ทาครีมลดรอยแผลเป็นบริเวณที่เป็นแผลเป็น ซึ่งเราสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านยาแต่วิธีนี้ข้อเสียก็คือจะเห็นผลช้าและสำหรับแผลเป็นที่เป็นแผลขนาดใหญ่นั้นจะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่เพียงแค่ทำให้จางลงได้เท่านั้นเอง
  2. เจลลดรอยแผลเป็น การรักษาวิธีนี้นั้นจะพัฒนามาจากการใช้ครีมรักษารอยแผลเป็นโดยวิธีการใช้เพียงนำเจลมาทาหรือประคบไว้บริเวณที่เป็นแผลเป็น ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงก็จะช่วยลด แต่เป็นให้ค่อยๆจางลงได้ วิธีนี้นั้นจะเห็นผลมากกว่าการใช้ครีมเพราะเราต้องประคบอยู่ตลอดเวลา
  3. ใช้แผ่นผ้าลดรอยแผลเป็น pressure dressings วิธีนี้เหมาะสำหรับแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่ โดยการใช้แผ่นผ้าเพื่อที่จะให้ผิวของเราสร้างเซลล์ต่างๆเพื่อเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น สำหรับวิธีนี้นั้นสามารถใช้ร่วมกับการใช้เจลลดรอยแผลเป็นได้เพื่อลดการเกิดแผล
  4. เลเซอร์ การใช้เลเซอร์ในการช่วยลดรอยแผลเป็นนั้นเห็นผลมากกว่าการรักษาอย่างอื่นทั่วไป วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นแผลเป็นในแบบลึก ที่ไม่สามารถจะใช้ครีมหรือตัวเจลในการรักษาได้ แต่วิธีการนี้ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายที่แพงและต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์
  5. การผ่าตัด ถ้าแผลมีขนาดใหญ่เราจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อช่วยรักษารอยแผลเป็นไม่ให้ลุกลามการผ่าตัดนั้นจะผ่าบริเวณที่แผลเป็นทิ้ง และให้เนื้อเยื่อเชื่อมกันใหม่เพื่อให้เกิดแผลน้อยลงกว่าเดิม การผ่าตัดนั้นข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นเดียวกัน และอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้
  6. Skin needling เป็นลักษณะเดียวกันของการรักษาหลุมสิวแต่จะแตกต่างกันตรงที่การใช้ Skin needling นั้นจะใช้เข็มเล็กๆจำนวนมากกดลงไปที่ผิวเพื่อให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ข้อเสียคือต้องทำเป็นประจำจึงจะเห็นผลและต้องใช้เวลามากเพราะต้องรอผิวเราสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  7. เจลว่านหางจระเข้ เจลว่านหางจระเข้นั้นมีสรรพคุณอีกอย่างหนึ่งคือช่วยลดแผลเป็นได้อย่างดีเลยทีเดียวแต่จะเหมาะกับแผลเป็นที่ไม่ได้อยู่ลึกลงไป จะช่วยได้ในระดับหนึ่งและลดอาการระคายเคืองต่างๆของผิวเราได้อีกด้วย วิธีการใจให้ลดรอยแผลเป็นนั้นควรทาหลังจากล้างหน้าเช้าและเย็นและการเลือกใช้เจลว่านหางจระเข้ที่เหมาะกับแผลเป็นนั้นควรไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  8. กรดอัลฟาไฮดรอกซี่ (Alpha Hydroxy Acid) AHA เป็นกรดผลไม้ที่จะช่วยลดรอยแผลเป็นของเราได้อย่างดีเลยทีเดียวโดยปัจจุบันนี้มีการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านยาทั่วไปแต่ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้ผิวของเราไม่ได้
  9. เดอร์มาเบรชั่นMD (Micro Dermabrasion) เป็นวิธีการใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ กลิ้งที่บริเวณแผลของเราเพื่อให้ผิวของเรามีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ทดแทนเนื้อเยื่อเดิม วิธีการนี้จะช่วยให้ผิวของเราค่อยๆผลัดเซลล์ผิวที่ตายหรือแผลเป็นของเรานั้นออกมาและใกล้ๆสร้างเซลล์เนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนจะช่วยลดแผลและทำให้จางลงได้
  10. ลอกแผลด้วยสารเคมี ปัจจุบันนี้มีการพัฒนาสารเคมีเพื่อที่จะลอกแผลของเราได้โดยวิธีการใช้นั้นจะต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์แต่ค่าใช้จ่ายก็จะน้อยกว่าการทำเลเซอร์
  11. คอร์ติโซน Cortisone  จะช่วยลดอาการอักเสบและการขยายตัวของแผลเราและช่วยให้แผลของเรายุบลงได้วิธีการใช้เพียงนำสารคอร์ติโซนมาฉีดบริเวณที่เป็นแผลเป็นเท่านี้ก็จะช่วยให้แผลเป็นของเราลดลงได้แล้ว

 

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันแผลเป็น

  • เมื่อแผลตกสะเก็ดไม่ควรแกะสะเก็ดออกทันที เพราะกระบวนการฟื้นฟูของผิวเรายังไม่เสร็จสมบูรณ์ถ้าเราแกะแผลตกสะเก็ดออกอาจจะทำให้เกิดแผลใหม่ขึ้นมาได้ยังไม่ได้ตั้งใจ
  • การเกิดแผลสดควรรักษาความสะอาดให้ดีไม่ควรให้ติดเชื้อเพื่อให้ผิวของเราฟื้นฟูได้เร็วที่สุด
  • ห้ามแกะห้ามเคียแผลเป็นของเราเด็ดขาดเพราะจะทำให้แผลติดเชื้อได้และมีผลต่อการเกิดแผลเป็น

 

บทความโดย : Padwarin.com