ต้อหิน สาเหตุการเกิด วิธีรักษาให้ ยารักษา

ต้อหิน (Glaucoma) ต้อหินเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและถือว่าเป็นโรคตาที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ แต่จะพบได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

ต้อหิน หมายถึง การเกิดภาวะความดันที่อยู่ภายในลูกตาสูงกว่าปกติ จึงทำให้ประสาทตาเสื่อมจนเกิดอาการตามัวตาบอดได้ ปกติภายในการสร้างของเหลวหลายอย่างที่สำคัญอันหนึ่งอยู่ตรงช่องว่างระหว่างกระจกตากับแก้วตา เรียกว่า ช่องลูกตาหน้า ของเหลวชนิดนี้มีลักษณะใส เรียกว่า น้ำเลี้ยงลูกตา ซึ่งจะไหลเวียนจากด้านหลังของม่านตา เข้าไปในช่องลูกตาหน้าแล้วระบายออกนอกลูกตาโดยผ่านแคบๆ ระหว่างม่านตากับกระจกตาดำเข้าไปในตะแกรงระบายเล็กๆที่มีชื่อว่า  ท่อชเลมส์ ( Schlemm’scanal) เข้าสู่หลอดเลือดดำที่อยู่นอกลูกตา

หากการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาดังกล่าวเกิดการติดขัดด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้มีการคั่งของน้ำเลี้ยงลูกตา ซึ่งจะทำให้เกิดความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โจรเกิดเป็นโรคต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ประสาทตาถูกทำลายจนตาบอดได้

 

สาเหตุการเกิดต้อหิน

ต้อหินสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ มีดังนี้

  1. ต้อหินเฉียบพลัน
  2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง
  3. เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตาอื่นๆ
  4. เกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์นานๆ

 

1.ต้อหินชนิดเฉียบพลัน เป็นต้อหินที่เกิดเนื่องจากโครงสร้างของลูกตามีความผิดแปลกไปจากคนปกติ กล่าวคือ จะมีช่องลูกตาหน้าแคบและตื้น จึงมีมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา (มุมระหว่างกล้ามเนื้อม่านตากับกระจกตา) แคบกว่าปกติ เมื่อมีสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อม่านตาหดตัว (รูม่านตาขยายตัว) เช่น อยู่ในที่มืดหรือโรงภาพยนตร์ เมื่อมีอารมณ์โกรธ  ตกใจ เสียใจ ใช้ยาหยอดตาที่เขากลุ่มยาอะโทรพีน หรือยาแอนติสปาสโมดิก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้รูม่านตาขยาย เป็นต้น

ต้อหินชนิดนี้เกิดมากในผู้ที่มีสายตายาว สั้นและช่องลูกตาหน้าแคบและเกิดในผู้สูงอายุเป็นส่วนมาก เพราะแก้วตาจะหนาตัวขึ้นตามอายุทำให้ช่องลูกตาหน้าที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบมากขึ้นไปอีกจึงมีโอกาสเกิดต้อหินมากขึ้น จะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายต้อหินชนิดนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมักพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ร่วมด้วย

2.ต้อหินชนิดเรื้อรัง พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีช่องลูกตาหน้าและมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตากว้างตามปกติ แต่คอร์สเรียนซึ่งเป็นตะแกรงระบายน้ำเลี้ยงลูกตาเกิดการอุดกั้น ซึ่งค่อยๆเกิดขึ้นเป็นเวลาแรมปีโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงทำให้น้ำเลี้ยงลูกตาข้างและความดันในลูกตาสูงขึ้นต้อหินเรื้อรังเชื่อว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์  คือ มักจะพบว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วยนอกจากนี้ยังพบในผู้ที่มีสายตาสั้นมากๆ หรือผู้ป่วยเบาหวาน

  1. เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคตาอื่นๆ เช่น ม่านตาอักเสบ ต้อกระจก เนื้องอกในลูกตา ปานแดงปานดำในลูกตา เลือดออกในลูกตา ตาถูกกระแทกแรงๆ เป็นต้น

4.เกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์นานๆ ยานี้จะทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น ข่าวคนที่มีความดันในลูกตาสูงอยู่ก่อนแล้วเมื่อใช้ยานี้ก็จะเกิดโรคต้อหินได้ โดยส่วนมากจะเกิดอาการหลังหยอดยานาน 6-8 สัปดาห์ หลังหยุดยาความดันในลูกตาจะลดลงสู่ระดับเดิม

 

อาการของต้อหิน

1.ต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะมีอาการปวดลูกตาและศีรษะข้างหนึ่งอย่างฉับพลันรุนแรงและนานเป็นวันๆร่วมกับอาการตาพร่ามัว มองเห็นแสงสีรุ้งและคลื่นไส้อาเจียน

ในบางรายอาจมีอาการปวดตา ตาแดง ตาพร่าเห็นแสงสีรุ้งเป็นพักๆ นำมาก่อนเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ซึ่งมักจะเป็นตอนหัวค่ำ หรือเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด หรืออยู่ในที่มืด หรือขณะมีอารมณ์หงุดหงิด กังวล โกรธ เพราะจะมีเลือดไปคั่งที่ม่านตาระบายน้ำเลี้ยงลูกตาที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงไปอีก เมื่อได้นอนพักผ่อนหรือเป็นอยู่นาน 1-2 ชั่วโมงก็จะบรรเทาได้เอง

การเกิดต้อหินชนิดเฉียบพลันนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเพียงข้างเดียว แต่ตาอีกข้างหนึ่งก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลันได้เช่นกัน

2.ต้อหินชนิดเรื้อรัง จะมีอาการมัวทีละน้อยเป็นแรมปี โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่รู้สึกหรือมีอาการผิดปกติใดๆ บางรายอาจจะรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย อาจจะรู้สึกเมื่ออ่านหนังสือแล้วมีอาการปวดเมื่อยตาเล็กน้อย หรือตาล้า ตาเพลีย และตาพร่าเร็วกว่าธรรมดา ส่วนใหญ่แพทย์อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะที่ไปตรวจรักษาด้วยโรคอื่น

ในต่อมาผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงกว่าเดิมมาก คือมองไม่เห็นด้านข้าง อาจขับรถลำบาก เพราะมองไม่เห็นเวลาที่รถอยู่ทางซ้ายและขวา หรือรถแซง รถสวน เวลาเดินอยู่ในบ้านอาจชนถูกขอบโต๊ะ ขอบเตียง เป็นต้น

ในบางรายอาจรู้สึกว่าตามัวลงเรื่อยๆ ต้องคอยเปลี่ยนแว่นอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น

ในระยะสุดท้ายผู้ป่วยมักจะมีอาการที่ตาทั้งสองข้างพร้อมกัน ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวอย่างมาก และอาจมีอาการปวดตาร่วมด้วย เมื่อถึงระยะนี้ประสาทตาก็มักจะเสียจนแก้ไขไม่ได้แล้ว

 

สิ่งตรวจพบ

มักพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะมีลักษณะอาการตาแดงเรื่อๆ ที่บริเวณรอบๆ ตาดำมากกว่าบริเวณที่อยู่ห่างจากตาดำออกไป กระจกตาจะมีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสแบบปกติ รูม่านตาข้างที่ปวดจะโตกว่าข้างปกติและเมื่อใช้ไฟฉายส่องจะไม่หดลงเมื่อใช้นิ้วกดลูกตาโดยให้ผู้ป่วยมองต่ำใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างกดลงบนเปลือกตาบนจะรู้สึกว่าตาข้างที่ปวดมีความแข็งมากกว่าข้างที่ปกติ

ในรายที่เป็นต้อหินชนิดเรื้อรัง อาจตรวจไม่พบความผิดปกติที่สังเกตจากภายนอกได้ชัดเจน

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะความดันสูงภายในลูกตาจะทำลายประสาทตาจนเสื่อมและตาบอดได้

 

การรักษา

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลด่วนเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและทำการตรวจ วัดความดันลูกตา ซึ่งจะพบว่าสูงกว่าปกติ (ค่าปกติประมาณ 15-20 มม.ปรอท)

ในการรักษาต้อหินชนิดเฉียบพลันแพทย์จะให้ยาลดความดันลูกตา เช่นให้กินยา อะเซตาโซลาไมด์ มีชื่อทางการค้าเช่น ไดอะม็อกซ์ (Diamox) ผู้ใหญ่  1 กรัม/ วัน แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง หรือใช้ยาหยอดตาที่มีตัวยาปิดกั้นบีตา เช่น ไทโมลอล (timolol) วันละ 2 ครั้ง ทั้งสองชนิดนี้ออกฤทธิ์ในการลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตานอกจากนี้จะให้ยาหยอดตาไพโลคาร์พีน (pilocarpine) ชนิดสีเปอร์เซ็นต์ทุก 15-20 นาที เพื่อให้รูม่านตาหดตัว (กล้ามเนื้อม่านตาคลายตัว) เมื่ออาการดีขึ้นอาจให้ห่างขึ้น

โดยทั่วไป การรักษาดังกล่าวจะช่วยลดความดันลูกตาเป็นปกติภายในไม่กี่ชั่วโมงและอีก 1-2 วันต่อมาจึงจะทำการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงตา

การผ่าตัด ถ้าสามารถทำได้ภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังมีอาการก็จะมีโอกาสหายขาดได้ แต่ถ้าไม่ได้รักษาประสาทตาจะเสียและตาบอดได้ภายใน 2-5 วัน หลังมีอาการ

นอกจากนี้แพทย์จะพิจารณา ทำการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาของตาข้างที่ปกติให้ด้วย เพราะปล่อยไว้อาจมีโอกาสกลายเป็นต้อหินเฉียบพลันในภายหลังได้

ในปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดแบบใหม่ โดยการใช้แสงเลเซอร์ ซึ่งได้ผลดีในการลดความดันลูกตา และไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและมีภาวะแทรกซ้อนน้อย

ต้อหินชนิดเรื้อรัง เมื่อส่ง เช่นมีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นต้อหินชนิดเรื้อรังแล้ว หรือรู้สึกว่ามีอาการตามัวลงเรื่อยๆจนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวัดความดันลูกตา ถ้าพบว่าเป็นต้อหินเรื้อรังจริง แพทย์จะให้ยาหยอดตาไพโลคาร์พีน (pilocarpine)  และให้กินไดอะม็อกซ์ (Diamox) ครึ่งเม็ดถึง 1 เม็ดวันละ 4 ครั้ง เพื่อลดความดันในลูกตา หากได้ผลอาจจะต้องกินยาและคอยตรวจวัดความดันลูกตาๆไปเรื่อยๆ แต่หาก ไม่ได้ผลมักต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือแสงเลเซอร์

 

ข้อแนะนำ

  1. ต้อหินแม้ว่าจะเป็นโรคที่ร้ายแรงแต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆก็จะมีทางรักษาให้หายขาดได้ดังนั้นเมื่อพบว่ามีอาการปวดตาตามัวสงสัยว่าจะเป็นต้อหินควรพบหรือเข้าปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็ว
  2. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีควรตรวจวัดความดันลูกตาเป็นประจำทุกปีโดยเฉพาะถ้ามีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน
  3. ผู้ป่วยที่เป็นต้อหินควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้รูม่านตาขยายเช่นอะโทรพีน และกลุ่มยาแอนติสปาสโมดิก
  4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์นานๆ ซื้อยาหยอดตาที่เข้าอะโทรพีน หรือยาที่ทำให้รูม่านตาขยายตัว เพราะอาจจะทำให้กระตุ้นเกิดอาการต้อหินขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความดันลูกตาสูงโดยไม่รู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว

“ถ้าอยู่ๆมีอาการปวดตาข้างหนึ่งรุนแรงและตาพร่ามัวอาจเป็นต้อหินเฉียบพลันควรไปพบแพทย์ทันที”

 

ที่มา: ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

เรียบเรียงโดย: